กลยุทธ์นี้มาจากข้อเท็จจริงสองข้อ คือไม่มีคะแนนตกแยกตามทักษะ และการฟังกับการอ่านทุกข้อให้คะแนนเท่ากันคือ 2 คะแนน การทิ้งข้อยากจึงกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
ข้ออ่านตั้งแต่ข้อ 39 เป็นต้นไป ครึ่งหลังของการฟัง และความสมบูรณ์ของข้อเขียนข้อ 54
ข้ออ่าน 42-50 ต้องใช้คำศัพท์ระดับ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ยากที่สุด จึงให้ผลตอบแทนต่ำสำหรับเป้าหมายระดับ 3 ควรใส่ 'การเดา' ไว้ในแผนบริหารเวลาตั้งแต่แรกจะดีกว่า
แทนที่ด้วยการเก็บข้อฟัง 1-20 ข้ออ่าน 1-24 และข้อเขียน 51-52 ให้แน่นอน ทั้งสามส่วนนี้คือแกนหลักของการสอบผ่านขั้นต่ำ
หากเรียงตามผลตอบแทน ลำดับคือ ข้อเขียน 51-52 → ช่วงต้นของการฟังและการอ่าน → ข้อเขียน 53
ข้อ 51-52 ให้ 20 คะแนนจากเพียงสองประโยค เพียงจดจำสำนวนสำเร็จรูปก็เพียงพอ จึงเป็นส่วนที่ให้ผลตอบแทนต่อความพยายามสูงที่สุดในข้อสอบทั้งชุด
ช่วงต้นของการฟังและการอ่านมีความยากต่ำ จึงเพิ่มอัตราตอบถูกได้ง่าย ทั้งที่คะแนนเท่ากับช่วงหลังคือ 2 คะแนน
หากเป้าหมายคือระดับ 3 ขึ้นไป ต้องสอบ TOPIK II เพราะ TOPIK I ให้ผลได้สูงสุดแค่ระดับ 2
ในแง่ภาระคะแนน TOPIK II ระดับ 3 กลับเบากว่า เพราะระดับ 2 ต้องได้ 70% ของคะแนนเต็ม (140/200) ซึ่งต้องรู้เนื้อหาระดับต้นทั้งหมด ในขณะที่ระดับ 3 ต้องการเพียง 40% (120/300)
แต่ TOPIK II มีข้อเขียน 4 ข้อ และเนื้อเรื่องยากกว่า เกณฑ์ตัดสินใจคือสามารถทำช่วงต้นของการฟังและการอ่านได้อย่างมั่นคงหรือไม่
คำตอบจะอยู่หลังคำสัญญาณ ไม่ต้องพยายามเข้าใจบทสนทนาทั้งหมด เพียงรอฟังประโยคนั้นประโยคเดียว
คำสัญญาณของข้อความคิดหลัก (ข้อ 17-20) คือ '그래서 (ดังนั้น) / 제 생각에는 (ในความคิดของฉัน) / ~하는 게 좋다고 봐요 (คิดว่าทำ...ดีกว่า) / ~해야 한다고 생각해요 (คิดว่าควรทำ...)'
สำหรับข้อการกระทำถัดไป (ข้อ 9-12) ประโยคท้ายบทสนทนา '그럼 ~할게요 (ถ้าอย่างนั้นจะทำ...) / ~해 주시겠어요? (ช่วย...ให้หน่อยได้ไหม) / ~부터 하죠 (เริ่มจาก...กันเถอะ)' คือตัวชี้คำตอบ ต้องโฟกัสที่คำพูดสุดท้าย